Articles
- บทสัมภาษณ์ต่อปัญหาภาคใต้
- วันที่ จันทร์ พฤษภาคม 2551 บทสัมภาษณ์พิเศษกวีซีไรต์ "มนตรี ศรียงค์" ต่องานวรรณกรรมชายแดนใต้ ใครจะรู้บ้างว่ากวีซีไรต์คนใหม่จาก โลกในดวงตาข้าพเจ้า อย่าง มนตรี ศรียงค์ ชื่อที่รู้จักในแวดวงวรรณกรรม หรือชื่อ พี่คิ้ว ในแวดวงของแฟนหมี่เป็ดจะเป็นคนที่สามารถสนทนาปัญหาภาคใต้ได้ ยาวๆ คนหนึ่ง ด้วยภูมิความรู้ และการตั้งคำถามชนิดที่เรียกว่า จากนักสังเกตตัวยง ต่อใครก็ตามที่เดินทางผ่านจังหวัดชายแดนภาคใต้ จาก คนช่างสังเกต เป็นคนตั้งคำถาม เขามีข้อข้องใจต่อปัญหาภาคใต้หลายกรณี แต่สิ่งหนึ่งที่ตกผลึกในความคิดของกวีผู้นี้ก็คือดวงตาที่นุ่มละมุนต่อความ ต่างเรื่องชาติพันธุ์ ดวงตาที่มองข้ามเรื่องความขัดแย้งทางเชื้อชาติและศาสนา และยังเป็นดวงตาที่มองเห็นมนุษย์ทุกชาติทุกภาษาคือเพื่อนร่วมโลกที่ไม่ควร ล่วงเกินทั้งกาย วาจา ใจ กวีซีไรต์ชาวหาดใหญ่ที่อยู่ใกล้ชายแดนใต้แค่เอื้อมใจเคยใช้ดวงตาแห่งความเข้าใจถ่ายทอดเรื่องราวของ รุสนี ตีพิมพ์ลงในนิตยสาร Deep South Bookazine ของศูนย์เฝ้าระวังฯ พร้อมกับเสียงตอบรับที่ดี ในฐานะนักกวี ในบทบาทของคนที่อยู่ภายใต้ร่วมเงาวงการวรรณกรรม มนตรี ศรียงค์ตั้งใจยิ่งว่าจะ จริงจัง .....
- มี ก อ ง วั ส ดุ บ น ไ ห ล่ ท า ง
- มีกองวัสดุบนไหล่ทาง ๑). บนระเบียงบ้านชั้นสองเป็นสถานที่ที่ผมมักยืนมองความเป็นไปที่เกิดขึ้นบน ถนนสายหน้าบ้าน มันเป็นโลกส่วนตัวที่ผมหวงแหนยิ่ง ทุกเช้าในยามที่แดดตะวันออก ส่องมาต้องบังตา ผมเคยเห็นพี่เทพในชุดเสื้อเชิ้ตแขนยาวรีดเรียบกลีบโง้งผูกไทสี สด ยิ้มน้อยๆทะนุถนอมให้กับรถยนต์ยุโรปคันหรูสวยสีดำสนิท หลังจากสูญเสียรถ คันแรกไปในเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ครั้งก่อน แกจะเดินวนรอบๆเอามือลูบเบาๆไปตาม ตัวถัง ก่อนขึ้นนั่งติดเครื่องยนต์ แล้วรถยุโรปราคาแพงก็จะเคลื่อนล้อออกไปอย่างสง่า งาม อ้อยอิ่งและทระนง นั่นคือภาพพี่เทพก่อนเหตุการณ์วุ่นวายบนถนนที่ผมยังรำลึก ถึง หาดใหญ่ในเดือนมิถุนายน ๒๕๕๑เงียบเหงาวังเวงจนน่าใจหาย คล้ายๆกับว่าผู้ คนในเมืองได้อันตรธานหายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอยกว่าครึ่ง ถนนหน้าบ้านที่เคย พลุกพล่านแออัดด้วยรถยนต์ก็กลับว่างเปล่า มีเพียงลมพัดฝุ่นกระจายทรายฟุ้งตลบ อบอวลไปทั่วถนน มันลอยตัวขึ้นตามแรงลมหนักเบา ส่วนหนึ่งลอยคว้างหายไป และ ส่วนหนึ่งก็ทิ้งตัวลงซบพื้นถนนดั่งเดิม ถนนฟากหน้าบ้านมีการขุดวางท่อระบายน้ำ ขนาดใหญ่ ร่องนั้นกว้าง ๑ เมตรและลึก ๒ เมตรทอดยาวไปตามแ .....
- การสร้างสรรค์วรรณกรรมในภาวะวิกฤติสังคมไทย: บทวิเคราะห์กรณีศึกษาจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมในอังกฤษ,บ้านทรายทองและปีศาจ
- การสร้างสรรค์วรรณกรรมในภาวะวิกฤติสังคมไทย: บทวิเคราะห์กรณีศึกษาจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมในอังกฤษ, บ้านทรายทองและปีศาจ โลกผ่านภาวะวิกฤติมานับครั้งไม่ถ้วน เกิดความแห้งแล้งอดอยาก เกิด สงครามล้างเผ่าพันธุ์ เกิดความปั่นป่วนวุ่นวายมาโดยเสมอ ภาวะวิกฤติที่ เกิดขึ้นล้วนแล้วเป็นผลเกี่ยวเนื่องมาแต่การกระทำของมนุษย์ทั้งสิ้น มา พร้อมกับความเปลี่ยนแปลงใหญ่หลวงในแต่ละครั้ง วิกฤติโลกครั้งใหญ่ๆก็ คงหนีไม่พ้นการล่าอาณานิคม การทำสงครามลัทธิ การทำสงครามตัวแทน การปั่นหุ้น การป่วนค่าดอลลาร์และบาท ภาวะโลกร้อน และราคา น้ำมันที่พุ่งขึ้นจนแทบจะเอาน้ำคลองมาเติมรถยนต์แทน กระชับเข้ามาโฟกัสเพียงละติจูดประเทศไทย ปรับเลนส์ซูมอีกนิดให้ กล้องจับตั้งแต่เหตุการณ์ 24 มิถุนายน 2475 หลังการเปลี่ยนแปลงการ ปกครองครั้งใหญ่โตมโหฬารนั้น สังคมไทยผ่านพบความแปลกใหม่หลาก หลายมากมาย ผู้ปกครองเปลี่ยนจากศักดินามาเป็นไพร่ที่มียศตำแหน่ง เกิดความวุ่นวายทางการเมืองอยู่บ่อยครั้ง ครั้งที่น่าปีติยินดีที่สุดคือ 14 .....
- นักเรียนนักศึกษาไม่ควรยุงเรื่องการเมือง?
- ไม่กี่วันมานี้ รมว.ศึกษาธิการ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ได้กล่าวประโยคนี้ออกมา สำหรับผมแล้วมันเป็นวาทกรรมที่ได้ยินมาแต่เด็ก ทั้งครูบาอาจารย์พ่อแม่ผู้ใหญ่ ต่างกรอกหูผมทุกเช้าเย็น อีกทั้งบรรยากาศสังคมสมัยนั้นมันกำลังขุ่นมัว อึมครึมงึมงำอย่างยิ่ง แบ่งฝ่ายเป็นซ้ายเป็นขวาชัดเจน ขณะที่เสียงปืนของกองทัพปลดแอกลั่นเปรี้ยงอยู่บนภูเขา ที่ห่างจากหาดใหญ่เพียง 10 กว่ากิโล ในเมืองก็ครื้นครึกด้วยเธคดิสโก้ นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาสนุกสนานกับความบันเทิง โดยเฉพาะจากหญิงสาวที่เป็นสินค้าขึ้นชื่อของหาดใหญ่ ภูมิปัญญาต่างๆถูกกวาดล้าง หนังสือฝ่ายก้าวหน้าทั้งซ้ายและไม่ซ้ายถูกเก็บจากแผงจนเกลี้ยง หนังสือพิมพ์เสนอข่าวการเมืองแบบขอไปที นิตยสาร,พ็อกเก็ตบุ๊กก็ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องราวที่ไม่เกี่ยวอันใดเลยกับการเมือง ผมถูกบ่มเพาะมาด้วยเพลงปลุกใจให้รักชาติ เพลงลูกทุ่งที่สนับสนุนแนวคิดขวาจัด ความใฝ่ฝันอยากเป็นทหารก็มาจากเพลงลูกทุ่งนี่เอง ชีวิตที่เติบโตห่างเหินจากการเมือง รู้สึกตัวว่าตนเป็นเด็กตลอดเวลา และการเมืองเป็นเรื่องของผู้ใหญ่ ชาติบ้านเมืองเป็นเรื่องที่ไกลเกินจะมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา ผ .....
- สุดดิน เพลงปลุกใจที่ยังอยู่ในความทรงจำ
- . สุดดินคือถิ่นน้ำ เขตคามไทยสุดแนว เราถอยไปไม่ได้อีกแล้ว ผืนถิ่นสิ้นแนว ทะเลกว้างใหญ่ ชาติไทยในเก่ากาล ถูกเขารานย่ำใจ เคยเสียน้ำตามากเพียงไหน เสียเนื้อเลือดเท่าไร ชาวไทยจำได้ดี เราถอยมาอยู่แสนไกล รวมเผ่าไทยอยู่อย่างเสรี พระสยามทรงนำโชคดี ผืนดินถิ่นนี้คือแผ่นดินทอง ไม่มีที่แห่งไหน ให้ไทยไปจับจอง เราถอยไปไม่ได้พี่น้อง ใครคิดมาแย่งครอง ผองไทยจงสู้ตาย ผมได้ยินเพลงนี้มาครั้งแรกเมื่อตอนเด็ก ทุกเช้าและเที่ยงทางโรงเรียนจะเปิดเพลงปลุกใจมากมายตามสาย ไม่ว่าจะศึกบางระจัน,เราสู้,ต้นตระกูลไทย,อีกมากมายหลายเพลง โดยเฉพาะเพลงสุดดินนี้ เป็นเพลงที่ผมชื่นชอบมากที่สุด และเป็นเพลงเดียวก็ว่าได้ที่ผมเคยนั่งร้องไห้เมื่อได้ฟัง เรามีวิชาขับร้อง ครูจะนำเพลงต่างๆมาให้ร้องกันในห้อง และให้เด็กๆออกไปยืนหน้าชั้นเรียนเพื่อร้องเพลง สำหรับผมและเพื่อนๆแล้ว นอกจากเพลงลูกทุ่งร่วมสมัยในเวลานั้น&nbs .....
- นักเล่นไพ่คนเดียว
นักเล่นไพ่คนเดียว
เขาหยิบสำรับไพ่ออกมาจากตู้ บ่ายแก่ๆที่อากาศร้อนอบอ้าวอย่างนี้เขารู้สึก
กระหาย มองออกไปนอกหน้าต่าง แดดกำลังเต้นวับวับอยู่เหนือหลังคาสังกะสีบ้าน
ฝั่งตรงข้าม มันช่างร้อนได้บัดซบจริงๆ เขาสบถพึมพำ กรีดไพ่ในมือเล่นพร้อมกับ
เดินไปหยิบเหยือกน้ำ วันนี้มันน่าจะมีอะไรทำบ้างสำหรับคนขายหนังสือมือ
สองอย่างเขา ร้านเล็กๆอย่างนี้นานๆจะมีลูกค้าพลัดหลงเข้ามาสักคนสองคน
หนังสือลดราคาเล่มละ๑๐บาท๑๕บาทวางกองอยู่บนโต๊ะหน้าร้าน ส่วนใหญ่จะเป็น
หนังสือการ์ตูนและนิตยสารเก่าๆ สองฟากของร้านเป็นพ็อกเก็ตบุ๊คที่เขาซื้อเลหลัง
มาจากหลายที่หลายแห่ง เขาไม่ใช่นักอ่านหนังสือหรอก เขาจึงไม่รู้ว่าในสองฟาก
ของร้านที่เลหลังมาจากห้องสมุดของโรงเรียนแห่งหนึ่งนั้น มันล้วนแล้วแต่
วรรณกรรมชั้นยอดทั้งสิ้น ก็บอกแล้วไงว่าเขาไม่ใช่นักอ่านหนังสือ เขาเป็นคนขาย
หนังสือต่างหาก ในจำนวนลูกค้าไม่กี่คนนั้นมีอยู่ ๒-๓ คนที่เป็นลูกค้าประจำ มา
ถามหาเล่มโน้นเล่มนี้แล้วจองเอาไว้มาเอาวันหลัง ลูกค้า ๒-๓ คนนี้มือถึง เพราะ
หอบหิ้วเอากลับบ้านทีละหลายๆเล่ม แต่เป็นลูกค้าที่ใจไม่ถึงเท่าไรนัก มักจะต่อรอง
ราคากันแบบเอาเป็นเอาตาย หลายครั้งที่ต้องทุ่มเถียงเสียงดัง เขาเคยคิดว่าอาจ
ต้องแสดงอาการไม่อยากขายให้เห็นเสียบ้าง พวกนี้จะได้เข็ดหลาบไม่มาต่อรองบ้า
เลือดกันขนาดนี้
- ถึงภู:ความใฝ่ฝันของเด็กหนุ่มคนหนึ่ง
- ความใฝ่ฝันของเด็กหนุ่มคนหนึ่ง ๑). ผมนั่งทบทวนความทรงจำ นึกถึงตนเองในห้วงยามที่วัยหนุ่มรุ่น มุทะลุ ยามนั้นสองเท้าของผมก้าวย่ำไปบนพื้นที่ไหนก็ได้บนโลก ใบนี้ ไร้ความขลาดกลัว ไร้ความหวั่นเกรงใดใดทั้งสิ้น จึงหลาย ครั้งที่แทบจะสูญเสียหลายสิ่งหลายอย่าง แม้กระทั่งชีวิตที่แม้ห้วง ยามนั้นมันจะดูไม่ค่อยน่ารัก แต่วัยเช่นนั้น วัยเช่นนั้นน่ะ มันจะคิด อะไรมากไปกว่าการบึ่งตะลุยไปด้วยแรงปรารถนา บาดแผลทุก บาดแผล และร่องรอยชีวิตที่โดนทำร้ายจากน้ำมือตนเอง ยังคง ปรากฏเด่นชัดอยู่ตามร่างกาย ยังเป็นแผลเป็นบางจุดอยู่บน หัวใจ ไม่น่าเชื่อว่าผมจะรอดจากห้วงยามอัปลักษณ์ที่แสนจะน่า ทระนงนั้นมาได้ ขณะที่แม่พนมมือไหว้พระสวดมนต์ ขณะนั้นผมยังกำลังเมา มายอยู่กับความใฝ่ฝันบางอย่าง ผมเห็นเงาตัวเองเลือนรางอยู่ ไกลๆ พยายามวิ่งไล่ไขว่คว้า แล้วชีวิตมันก็นำพาผมเข้าสู่มุมอับ ผมไม่เข้าใจเลยสักนิด ว่าเงาของผมนั้นมันก่อตัวขึ้นมาเป็นรูป ร่างอันใด ห้วงยามที่ชีวิตกำลังบึ่งตะลุยไปด้วยวัยหนุ่ม ห้วงยาม นั้นหลายๆครั้งที่ผมแอบร้องไห้ เหมือนคนในกระจกเงามันไม่ใช่ ผ .....
- รอยยิ้มของผู้ชายลำพังคนหนึ่ง
- ๑). ทุกครั้งเวลาผมยิ้ม ด้วยการยกมุมปากขวาขึ้นนิดๆ และปิดปากเม้มสนิท ดวงตาที่ถูกทำให้หรี่ลงทั้งสองข้าง มันช่วยทำให้ดูเป็นใบหน้าที่อ่อนโยนได้บ้าง ผมยอมรับว่าผมเป็นผู้ชายที่ใบหน้าถมึงทึงที่สุดคนหนึ่ง ริ้วรอยของกาลเวลา และคราบไคลแห่งความสมบุกสมบัน มันฉาบโปะใบหน้าที่ควรจะนวลผ่องเอาไว้จนมิด อย่าแปลกใจเลย ถ้าคุณจะพบเห็นการอยู่เป็นตามลำพังของผม ผู้ชายที่ขับมอเตอร์ไซค์ไปทำงานคนเดียว กินข้าวเที่ยงคนเดียว กลับบ้านคนเดียว และนอนคนเดียว โลกนี้มันคงมีผู้ชายลำพังแบบผมอยู่เยอะ แต่ผู้ชายลำพังที่ยามยิ้มดูผิดแปลกรูปทรงคงมีเพียงคนเดียวในโลก ผมคิดว่าน่าจะมีอยู่เพียงคนเดียวในโลกนี้จริงๆ ดวงตาคือหน้าต่างของหัวใจ ผมจำไม่ได้หรอกว่าใครเป็นคนคิดประโยคเก๋ๆนี้ออกมา แต่เห็นด้วยคล้อยตามอย่างไม่รู้สึกกระดากกระเดื่องในการจำขี้ปากเขาเวลาพูด มันจริงเช่นนั้น เราสามารถมองดวงตาคนแล้วทายไปถึงหัวใจได้ นอกเสียจากเขาคนนั้นจะเป็นคนเล่ห์กลซ่อนเร้นความรู้สึกเก่ง แต่คนอย่างนั้นผมมักจะมีความรู้สึกลึกๆว่าไม่ควรเข้าใกล้ ดวงตาใดเล่าที่ผมชอบมอง? นอกจากดวงตากลมๆโตๆวาวแววเปี่ยมเมตตาแล้ว แน่ล่ะที่มันต้องมีความอบอุ่นปนเ .....
- บ น เ ขา พั บ ผ้า
- บนเขาพับผ้า(๑) ๑). มันมีเหตุให้เขาต้องไปจังหวัดตรังในเช้าวันนั้น เขารู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อยกับการต้องเดินทางแบบฉุกละหุกเช่นนี้ มีงานแต่งงานของญาติคนหนึ่ง ไม่ใช่หรอก เป็นลูกสาวของญาติต่างหาก การ์ดเชิญมาโดยหญิงสาวลูกอีกคนของน้า เธอกำลังเรียนอยู่มหาวิทยาลัยในเมืองที่เขาอยู่ เป็นวันเอื่อยๆเนิบช้า แดดบ่ายแรงจนเต้นเป็นตัวอยู่บนถนน เธอมาแนะนำตัวและบอกจุดประสงค์ในขณะที่เขากำลังเอนหลังอยู่บนเปลผ้า เขางัวเงียตื่น และรับการ์ดใบนั้นโดยลืมเชื้อเชิญเธอให้นั่งก่อน น้าดีเป็นญาติฝ่ายแม่ เมื่อตอนเขายังเด็กน้าดีเป็นผู้เลี้ยงดู เขาจำได้ว่าชอบขี่คอน้าดีแล้วเลียนเสียงม้าร้อง บอกให้น้าดีวิ่งไปรอบๆบ้าน จนแม่ต้องมาดุน้าดีว่าทำไมปล่อยให้หลานขี่คอเล่นอย่างนี้ เขาจำได้อีกว่าน้าดีเพียงแต่ยิ้มๆ และเมื่อแม่เผลอในบางครั้ง น้าดีกลับเป็นผู้เรียกเขามาขี่คอเสียเอง น้าดีเป็นผู้เดินไปซื้อข้าวเที่ยงในตลาดไกลบ้าน แล้วเดินย้อนกลับเพื่อจะเลยไปยังโรงเรียนที่อยู่ไกลออกไปอีกฟาก เขาจะรอมื้อเที่ยงจากน้าดีอย่างใจเย็น เขารู้ อย่างไรน้าดีก็ต้องมาส่งมื้อเที่ยงไม่ผิดเวลา และเป็นเช่นนั้นจริงเสียด้วย เขายิ้มมุมปากเมื่อ .....
- บทสัมภาษณ์ใน วารสารโรงเรียนนางรองพิทยาคม
- ๓๐ ตุลาคม ๒๕๕๐ เรียน อาจารย์..............ที่เคารพ ต้องขออภัยอาจารย์มา ณ โอกาสนี้ครับ ที่วันนั้นผมไม่ได้อยู่บ้าน เนื่องด้วยติดภารกิจต่างๆของรางวัลซีไรต์ และขอขอบพระคุณอาจารย์ณรงค์ที่กรุณามาเยี่ยมเยียนถึงบ้าน ผมยินดียิ่งครับกับการตอบสัมภาษณ์ในครั้งนี้ แต่หากมีคำตอบใดไม่ควร ผมขออภัยมาล่วงหน้าครับ ผมเกิดเมื่อ ๖ มีนาคม ๒๕๑๑ เติบโตที่หาดใหญ่มาโดยตลอด มีบ้างบางช่วงเวลาที่ไปอยู่ที่อื่น แต่ก็เป็นช่วงระยะสั้นๆ ได้รับการเลี้ยงดูมาท่ามกลางสองวัฒนธรรม โดยเตี่ยผู้มาจากจีนแผ่นดินใหญ่ และแม่ที่มาจากชนบทล้าหลังของอำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช เรียนประถมเตรียมถึงประถม ๒ ที่โรงเรียนหาดใหญ่กิตติวิทย์ ที่นี่ทุกมื้อเที่ยง ผมจะต้องนั่งพนมมือเบื้องหน้าข้าวเที่ยงท่องบทอาขยานบทหนึ่งที่ยังจำได้กระท่อนกระแท่นมาจนทุกวันนี้ ข้าวเอ๋ยข้าวสุก เราต้องกินทุกบ้านทุกฐานถิ่น กว่าจะได้ข้าวมาให้เรากิน ชาวนาสิ้นกำลังเกือบทั้งปี ต้องทนแดดทนฝนทนลมหนาว กว่าได้ข้าวมาให้เราถึงที่ ................... ชาวนามีบุญคุณต่อเราเอย จากนั้นก็ย้าย .....