Topic list
- คลื่น...
คลื่น...
แล้วเกลียวคลื่น ก็คลี่ถี่กระชั้น
ต่อหน้าเธอกับฉัน เย็นวันหนึ่ง
ที่ลมหนาวพัดหนักมาตึงตึง
เฝ้ารอการมาถึงอีกหนึ่งคืน
อีกคืนหนึ่งที่เราอาจเศร้าโศก
ไม่รู้โลกหรือเราที่ขมขื่น
จึงทะเลโอดเสียงมาครืนครืน
ฉันยืนมองนิ่งอยู่เนิ่นนาน
ฉันจับมือเธอกุมกระชับ
ราวกับพรุ่งนี้ไม่มีผ่าน
ราวกับคืนนี้ที่พบพาน
เป็นการพบกันครั้งสุดท้าย
อาจเป็นเช่นนั้น
อาจเป็นเธอ อาจเป็นฉัน ที่เข้าข่าย
เป็นคนเริ่มต้นบอกข่าวร้าย
ใครกล้าเสี่ยงทาย กล้ารับรอง
จึงเป็นเย็นย่ำอันหนาวเย็น
เสียงคลื่นกระเซ็น เป็นฟองฟ่อง
แววตาวันนี้ที่สบมอง
มันหมองเหลือเกิน จนปวดใจ
นิ่งฟังเสียงคลื่นถี่กระชั้น
กระชากคืนวันไปป่วยไข้
เสียงเต้นปร่าปร่าเพราะปวดใจ
เธอได้ยินไหม หรือไม่เคย- อหิงสา?
อหิงสา?
จริงหรือไม่จริง - อหิงสา?
ที่เธอประกาศกล้า, โอ้-- น่าขัน
เคยมีจริงที่ไหนกัน--
มีดและปืนที่ถือนั้นมันกลับฟ้องที่เธอกล่าวจะกู้ชาติจากคนโกง
แต่วิธีสุดโต่งหรือถูกต้อง
ประชาธิปไตย แท้ใครปกครอง
เราต่างเป็นเจ้าของใช่ของใครจริงหรือไม่จริง - อหิงสา?
ประกาศกล้าแล้วฆ่ากัน น่าขันไหม
ความหมายแท้จริงเธอเข้าใจ
หรือแท้คืออะไรเธอไม่รู้(หรือความหมายแท้จริง เธอเข้าใจ เพียงเธอแสร้งลืมไป ว่าไม่รู้!)
- เคยรักใครไหม?
เคยรักใครไหม?
๏ ถามเธอว่าเคยไหมรักใครมาก
มันลำบากหากใจเขาไม่เห็น
เขาไม่เคยเข้าใจสักประเด็น
ความตีบเต้น ชอกช้ำ ทุกค่ำเช้ายิ่งลำบากหากเขามีเจ้าของ
ทุกห้องใจมีใครจองรักของเขา
ขณะเขา คนจอง ห้องใจเรา
มีอำนาจดั่งเป็นเจ้า ครองชีวิตเขาไม่เคยเห็นเราเป็นของเล่น
ไม่เคยเป็นคนที่ใช่ ไม่มีสิทธิ์
ไม่เคยเป็นคนถัดไปในชีวิต
แค่จะคิดถึงเรา เขาไม่เคยความเจ็บปวด, เคยไหม จะรู้จัก
เมื่อคำรัก รักเขา เรากล้าเอ่ย
แต่คำรักของเราเขาละเลย
เพียงลมพัดรำเพย แล้วผ่านไปลำบากนะ หากใจรักใครมาก
ลำบากนะหากเขารักเราไม่ได้
หากเธอเคยอกหักเพราะรักใคร
เจ็บปวดลึกเพียงใด คงรู้ดี(หากไม่เคยอกหัก, ฉันเข้าใจ--
ที่เธอปล่อยฉันป่วยไข้ เพราะพิษรัก!) ๚๛5 กันยายน 2551/ 01:30 น.
- แด่กันยาทมิฬ ๒๕๕๑
**แด่กันยาทมิฬ ๒๕๕๑ **
๑.
ประเทศนี้ที่ไหนใครก็หวัง
หยุดคั่งแค้น ชิงชัง หวังได้ไหม?
หยุดสงครามเข่นฆ่าคุกคามใคร
เหลือที่ว่างวางไว้ใช้กับรักเราเคยเสียน้ำตาทุกครารบ
ภาพความตาย, สงครามจบ เราประจักษ์
แต่เรายังฆ่าเข่นไม่เว้นวรรค
เหมือนไม่เคยรู้ทักความร่มเย็นนปช. พธม. ละเลงเลือด
กันยาทมิฬเดือด จนทุกเข็ญ
ทั้งต่างเป็น คนไทย พูดไทยเป็น
ประจารให้โลกเห็น ไทยฆ่าไทย!๒.
แต่ละยุคก้าวย่ำมาเหยียบยุค
เพื่อปลุกปลอบ หรือหยามรุก ยุคสมัย
ยุคใหม่มา ยุคเก่ายัง ไม่ยอมไป
แผ่นดินจึงเดือดไฟ ซับเลือดนองนับจากนี้ต่อไปได้แต่หวัง
ว่าดอกรักจักสะพรั่ง ฟุ้งกลิ่นหอม
หรือหลุมศพในสุสาน เราต้องจอง
เตรียมไว้รับศพของผองเราเอง!ไม่อยากเห็น ดอกไม้ใด บานกลีบครอง
เหนือหลุมศพพี่น้อง ผองเราเอง!- คนแปลกหน้า
**คนแปลกหน้า **
๑.
อีกครั้ง...
วันนี้เธอนั่งอยู่ตรงหน้า
อีกครั้ง, ที่สายตา
สองเราสบมาประสานกันเธอเพียงสบตาแล้วเสเมิน
ใช่ความขวยเขิน เหมือนเหยียดหยัน
หรือเราอยู่คนละสถาบัน
จึงเกิดกำแพงกั้น ฉันและเธอ๒.
ร้านข้าวร้านนั้นร้านเดียวกัน
ที่เรานั่ง ทุกวัน เจอกันเสมอ
แต่โคจรหัวใจเราไม่เคยเจอ
เราไม่เคยนำเสนอ ไมตรีในซอย ซอยนั้น ซอยเดียวกัน
หอพัก, เธอ ฉัน อยู่ที่นี่
เปิดประตูก็เจอหน้ากันทุกที
แต่รอยยิ้มไม่เคยมีส่งให้กันเหมือนเราเมินเฉยต่อไมตรี
แทนที่จะพึงมีให้เธอ ฉัน
เพราะยุคสมัยเพราะใครกัน?
สร้างกำแพงกั้นให้เราไกลเราจึงห่างไกลแม้ใกล้ชิด
รั้วติดแต่เราไม่เข้าใกล้
กิน อยู่, ซอยเดียวกัน หรือไกลเกินไป?
จนเกินจะนำใจมาพบเจอ
๓.
อีกครั้ง... (และอีกหลายหลายครั้ง)
เรายังแปลกหน้ากันเสมอ
ไม่เคยแปลกใจเลยหรือเธอ
ใยเราไม่เสนอ ไมตรีฉันรู้สึกแปลกใจ! แปลกใจจริงจริงนะเธอ
ที่เราไม่เคยเสนอ ไมตรี!- พเนจร
- พเนจร ริมน้ำยามค่ำ เริ่มย่ำหนาว ริมทางทอดยาว - เปล่าเปลี่ยว ข้ามาดุ่มเดินโดยดายเดียว ออกเที่ยววเนจร ร่อยเร่ไป ทักก้อนดินก้อนหนึ่งซึ่งไร้ค่า ไม่งามไม่ว่า เพลาไหน เก็บงำความเงียบเหยียบหัวใจ บางถ้อยคำความนัยยังเงียบงำ ทักดอกหญ้าดอกดินริมทางเดิน คนเมิน คนเปรียบ คนเหยียบย่ำ พยักยิ้มริมทางเป็นประจำ รอฉ่ำน้ำค้างเมื่อย่างเช้า นั่นใบไม้หนึ่งใบปลิดใบร่วง เมื่อถึงช่วงอำลากิ่งก้านเก่า ลงทบ ซบซาก ทาบทับเงา คือตำนานขานกล่าวเขาเล่าคำ สายลมริ้ว พริ้วหวาน ผ่านราตรี เพียงกวีพเนจรได้ดื่มด่ำ ในอ้อมกอด อ่อนละมุน กรุ่นรอยจำ ว่าเหน็บหนาวคราวย่ำ คืนยาวนาน ในเวิ้งว้าง ว่างเปล่า แห่งชีวิต เหล่าผีเสื้อนิรมิตร โผบินผ่าน หลงระเริงมายา ราตรีกาล คืนเดือนฉาย ดาวฉาน บนชั้นฟ้า ในผันผวนปรวนแปร กระแสโลก ใครเศร้าโศกหลงทางกลางค้นหา กลางกระสวนสายลม คมเวลา กลางทะเลมายา ค่านิยม เพียงเปลวไฟส่องทางสว่างค่ำ ให้ก้าวย่ำ ผ่านคืนอันขื่นขม ร่วมร้องเพลงโศกเศร้า ร้าวระบม หวานและขม คมและเข้ม เต็มหัวใจ ริมน้ำยามค่ำ ยิ่งฉ่ำหนาว ยิ่งเดินทอดก้าว ยิ่งหวั่นไหว ถามใจว่าพรุ่งนี้ มุ่งทิศใด ใจตอบ ลืมไปตั้งนานแล้ว! .....
- วงจร
วงจร
หนังม้วนเก่าเล่าใหม่ เรื่องเก่าซ้ำแล้วซ้ำเล่า ยังเล่าใหม่
กองไฟเก่า ฟืนเก่ายังโชนไฟ
จึงปะทุลุกไหม้ ในวันนี้
มีกฎ คนทรยศ คนคดโกง
ยังร้อยโยงผูกเรื่องอยู่เมืองนี่
มีก่อม็อบ มีปราบปราม แล้วตามตี
หลังผู้พ่ายถอยหนี มีตัวแทน
เป็นวงจรอุบาทว์ ทาสอธรรม
เมื่อเวรกรรมตามทันก็เปลี่ยนแผน
เกิดตัวการก่อกวนไปทั่วแดน
ก่อความแค้นคุคั่ง อยู่ค้างคา
อีกกี่ครั้ง, หนังม้วนเก่าต้องเล่าใหม่
ซ้ำแล้ว ซ้ำไป อยู่เบื้องหน้า
กี่กองไฟต้องไหม้ลาม กี่เลือดทา
เราจึงจะรู้ค่า ประชาธิปไตย!
2 ก.ย. 2551- ทางผ่าน
ปล่อยให้เธอผ่านไปในเช้านี้
เผื่อจะมีโอกาสใหม่ได้พบหน้า
เพียงทักทายครู่เช้าแล้วกล่าวลา
ให้หัวใจเหว่ว้าอยู่วุ่นวาย
ปล่อยเธอผ่านไปกับกาลเวลา
ทิ้งฉันให้โหยหามิเหือดหาย
ผ่านคืนวันเปล่าเปลี่ยวไปเดียวดาย
ไม่มีใดโหดร้ายไปกว่านี้
จะมีใดอีกเล่าเศร้าไปกว่า
กาลเวลายำเท้าไปเรื่อยรี่
ใครหยุดยั้งได้ไหม ไม่เคยมี
ผ่านทิวาราตรี มากี่คราว
เป็นทางผ่านกาลเวลาได้ก้าวผ่าน
เพื่อดอกไม้ได้บานริมทางหนาว
ขอขับเพลงกล่อมทางที่ทอดยาว
รอรับฟังข่าวคราวเธอกลับมา
ปล่อยเธอเดินผ่านไปในเช้านี้
อาจจะมีหยดเศร้าแต้มใบหน้า
ใครบ้างหลังผ่านการจากลา
จะยังคงยิ้มร่าได้รื่นรมณ์
//ขออนุญาตแก้ไขการจัดกระทู้นิดหนึ่งนะครับ เพื่อจะได้อ่านง่ายขึ้น