SoftGanz By Little Bear.

Web & Software Developer Gang.

วิถีมหาเศรษฐี

โดย Little Bear on October,15 2014 23.54

W. Randall Jones เขียนหนังสือชื่อ The Richest Man In Town โดยการสัมภาษณ์และวิเคราะห์คุณสมบัติ นิสัย แนวความคิด ปรัชญาการใช้ชีวิต และอื่น ๆ ของคนที่รวยที่สุดในเมืองต่าง ๆ ของอเมริกาจำนวน 100 คน เขาพบลักษณะร่วมของคนที่เป็นมหาเศรษฐี 12 ประการ มาดูกันว่ามีอะไรบ้าง

1) ไม่หาเงินเพื่อเงิน การทำอย่างนั้นคุณจะไม่ได้เงิน เงินจะมาก็ต่อเมื่อคุณทำในสิ่งที่ถูกต้อง และด้วยวิธีที่ถูกต้อง ทำในสิ่งที่คุณรักและมีความหลงใหลที่จะทำ คุณต้องทำในสิ่งที่มีคุณค่าเป็นประโยชน์ แล้วเงินจะมาเอง มันเป็นผลพลอยได้ ในมุมของ VI หรือนักลงทุนเน้นคุณค่า ผมคิดว่ามันถูกต้องตรงกัน อย่าลงทุนแบบจ้องหาหรือหมกมุ่นกับผลตอบแทนเกินไป มีความสุขกับการลงทุน ทำหรือเลือกลงทุนอย่างถูกต้อง เงินจะมาเอง

2) รู้ว่าตัวเองเป็นอะไร รู้จุดอ่อนจุดแข็งของตัวเอง ที่สำคัญต้องรู้ว่า อะไรคือความสามารถหรือความเชี่ยวชาญที่สุดของตัวเอง ถ้าคุณคิดว่าต้องไปทำงานทุกวัน นั่นก็ผิดแล้ว งานจะไม่ใช่งานถ้าคุณทำแล้วมีความสุขและเป็นสิ่งที่คุณอยากทำ วอเร็น บัฟเฟตต์เคยบอกกับซูซี่อดีตภรรยาที่ล่วงลับไปในตอนที่แต่งงานกันใหม่ ๆ ว่า เขาจะต้องรวย เหตุผลไม่ใช่เพราะเขาทำงานหนักหรือมีความเก่งเป็นพิเศษ แต่เป็นเพราะเขาเกิดมาด้วยทักษะที่ถูกต้อง ในสถานที่ที่ถูกต้อง และในเวลาที่ถูกต้อง นั่นคือ ทักษะในการจัดสรรเงินทุน หรือก็คือ การลงทุนนั่นเอง

3) เป็นนายของตัวเอง คุณไม่สามารถรวยได้โดยการทำงานให้คนอื่น เรื่องนี้ผมคงไม่ต้องอธิบายกับ Value Investor เพราะนักลงทุนนั้น ทุกคนเป็นนายของตัวเอง

4) เสพติดความทะเยอทะยาน คนเราทุกคนต่างก็เสพติดอะไรบางอย่างหรือหลายอย่างในชีวิต เราติดกาแฟ ติด Internet ติดเหล้า ติดเซ็กส์ ติดอำนาจ เราต้องคิดว่าติดอะไรแล้วจะเป็นประโยชน์ มหาเศรษฐีบอกว่า “ไม่มีความมั่งคั่งถ้าไม่มีความทะเยอทะยาน” ทำอะไรสำเร็จแล้วก็ต้องพยายามทำให้สูงขึ้นเรื่อย ๆ อย่างไรก็ตาม ความทะเยอทะยานนั้นมีด้านมืด มันอาจทำให้เรามีความมั่นใจในตัวเองสูงเกินไปและเป็นอันตราย ความทะเยอทะยานนั้นควรจะมีวัตถุประสงค์ชัดเจนและเราจะต้องไม่ปล่อยให้มันอยู่เหนือการควบคุมของเรา

5) ตื่นเช้า มาถึงก่อน เริ่มตั้งแต่อายุน้อย ในเรื่องของการทำงานทั่วไปและในฐานะของผู้บริหารหรือผู้ประกอบการนั้นผมคิดว่าต้องทำทั้งสามเรื่อง แต่ในเรื่องของการลงทุนนั้น ผมคิดว่าการเริ่มตั้งแต่อายุน้อยนั้นเป็นสิ่งที่จะทำให้มีโอกาสประสบความสำเร็จสูงและเป็นเศรษฐีได้ง่ายที่สุด แนวทางข้อนี้ค่อนข้างจะต้องสัมพันธ์กับข้อสอง นั่นคือ ถ้าคุณสามารถค้นพบตัวเองว่าเก่งทางไหนตั้งแต่อายุน้อย ความสำเร็จก็ไม่หนีไปไหน

6) อย่าตั้งเป้าหมาย ลงมือทำให้สำเร็จทีละน้อย เดินหน้าไปทุกวัน เป้าหมายหรือแผนธุรกิจนั้น พอเขียนเสร็จก็ล้าสมัยแล้ว มหาเศรษฐีบางคนไม่มี Business Plan และไม่ตั้งแม้แต่เป้ายอดขายด้วยซ้ำ ข้อนี้ฟังดูเหลือเชื่อ ผมคิดว่าเป้าหมายคงอยู่ในใจและเป็นเป้ากว้าง ๆ ที่จะช่วยบอกทิศทาง พวกเขาเน้นที่การปฏิบัติว่าต้องได้ผลมากกว่าการตั้งเป้าแต่ปฏิบัติไม่สำเร็จ นักลงทุนเองก็ควรคิดว่า Execution หรือการปฏิบัตินั้น สำคัญกว่าเป้าหมายมาก ถ้าเราลงทุนแล้วพอร์ตเราโตขึ้นเรื่อย ๆ นี่แหละความสำเร็จ

7) อย่ากลัวความล้มเหลว ทางเดียวที่จะประสบความสำเร็จก็คือ กล้าที่จะล้มเหลว และล้มเหลวต่อหน้าสาธารณชนด้วย ทุกคนจะต้องเคยล้มเหลวมาบ้าง ไม่มีใครประสบความสำเร็จตลอดโดยที่ไม่มีความล้มเหลวมาคั่น ถ้าเรากลัวความล้มเหลว เราจะไม่กล้าทำอะไร ว่าที่จริง ไม่มีคำว่าล้มเหลวยกเว้นว่าคุณจะเลิก การลงทุนนั้นก็เช่นเดียวกัน ไม่มีทางที่คุณจะประสบความสำเร็จตลอด อย่าเลิกเมื่อขาดทุนหนัก สู้ต่อไป วันหนึ่งเราจะชนะ

8) ทำเลไม่สำคัญ ทำเลที่ว่านี้คือสถานที่ที่คุณอยู่หรือที่ที่คุณทำงาน ไม่ว่าคุณจะอยู่เมืองไหน คุณสามารถประสบความสำเร็จได้ไม่ต้องย้ายไปอยู่เมืองใหญ่หรือเมืองธุรกิจหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคปัจจุบันที่เรามีเครือข่ายการสื่อสารที่ทรงประสิทธิภาพ ว่าที่จริง บัฟเฟตต์นั้น อยู่ที่เมืองโอมาฮา รัฐเนบราสกา ซึ่งเป็นเมืองทางการเกษตรมาตั้งแต่เริ่มธุรกิจลงทุนเมื่อ 50 ปีก่อนที่การสื่อสารยังไม่ดีนัก แทนที่จะอยู่ที่นิวยอร์คหรือบอสตันที่เป็นศูนย์กลางทางการเงินและการลงทุน ผมเองคิดว่านักลงทุนไม่จำเป็นต้องอยู่ที่กรุงเทพถึงจะประสบความสำเร็จในการลงทุน ว่าที่จริง ยิ่งห่างอาจจะยิ่งดี

9) ยึดมั่นในจรรยาบรรณทางธุรกิจ นี่เป็นกฎเหล็กที่สำคัญที่สุด วอเร็น บัฟเฟตต์ พูดว่า “ชื่อเสียงนั้นใช้เวลา 20 ปีในการสร้าง แต่ใช้เวลาแค่ 5 นาทีในการทำลาย ดังนั้นคุณต้องสำนึกไว้ตลอดเวลา”

10) เน้นที่การขาย ไม่มีอะไรเกิดขึ้นจนกว่าบางสิ่งบางอย่างจะถูกขายออกไป นักลงทุนไม่ได้ขายอะไร แต่ต้องรู้ว่า บริษัทที่เราลงทุนนั้นขายอะไร และการขายเป็นหัวใจของความสำเร็จของบริษัท และเป็นความสำเร็จของราคาหุ้น ในความรู้สึกของผม ผมคิดว่า VI จำนวนมากชอบดูกำไรซึ่งเป็นบันทัดสุดท้าย แต่ไม่ค่อยดูยอดขายที่เป็นบันทัดแรกในงบการเงิน

11) ขอยืมไอเดียจากคนที่เก่งที่สุดและคนที่แย่ที่สุด การอ่านประวัติและวิธีคิดของคนที่ยอดเยี่ยมที่สุด อย่างการลงทุนของบัฟเฟตต์นั้น ผมคิดว่าไม่มีอะไรมาทดแทนได้

12) ไม่มีวันเกษียณ การเกษียณจะทำให้ชีวิตคุณล้มเหลว การเกษียณเป็นอันตรายต่อสุขภาพ การเกษียณเป็นอันตรายต่อความสนุกในชีวิต อันตรายต่อความมั่งคั่งส่วนตัว นักลงทุนไม่มีวันเกษียณ บัฟเฟตต์ และ มังเจอร์ อายุเกือบ 80 ปีแล้วยังทำงานทุกวัน แม้แต่ปีเตอร์ ลินช์ หรือ จอห์น เนฟฟ์ ที่เกษียณจากการบริหารกองทุนรวมแต่พวกเขาก็ยังบริหารกองทุนส่วนตัวอยู่

ขอบคุณบทความจากอาจารย์ ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร ///นักเจาะแก่นเบอร์9

ที่มา เจาะแก่น VI

มาเริ่มกันใหม่อีกครั้งกับ Android Studio

โดย Little Bear on October,03 2014 22.40

เคยลองลงโปรแกรมและลองเขียน Android app มาครั้งนึง นานมากแล้ว จนกระทั่งเวลาผ่านไป โปรแกรม IDE ที่ใช้งานก็ใช้ไม่ได้ ลองลงหลายตัวแล้วก็ไม่เวิร์ค

คราวนี้กลับมาลอง Android Studio อีกรอบ

เริ่มด้วยการลง Android Studio ติดตั้งได้จาก Android Studio for Ubuntu ซึ่งเป็นการสร้าง new keystore เพื่อเอาไว้ใช้สำหรับการ build app แต่ละครั้ง และทุกครั้งก็ต้องใช้ไฟล์นี้ หากไฟล์นี้หายละก็ แย่เลย เราจะไม่สามารถ build app เพื่อส่งขึ้นไปได้ หากสร้าง keystore ใหม่ก็จะต้องเปลี่ยนชื่อ app ไปเลย ต้องรักษาไฟล์ไว้ให้ดี ๆ อย่างให้หายเชียว

sudo apt-add-repository ppa:paolorotolo/android-studio
sudo apt-get update
sudo apt-get install android-studio

หลังจากเขียน app เสร็จแล้วก็ต้อง build apk เพื่อส่งขึ้น Play Store ด้วย Signing Your Applications

ตอนนี้ก็ได้ลองเขียน app แรก คือ HatyaiCityClimate.Org ยังเป็น app ที่ทำเพียงแค่ไปโหลดหน้าเว็บแอพที่เขียนเตรียมไว้มาแสดง ทำแค่นั้น ส่วนเรื่องอื่น ๆ ที่คิดไว้ เช่น การรายงานสถานการณ์น้ำท่วมด้วยการถ่ายรูปพร้อมพิกัดจาก GPS และบอกเล่าสถานการณ์น้ำท่วม เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำท่วมมาวิเคราะห์ในภายหลัง และการทำแผนที่เสี่ยงภัย แผนที่เครือข่าย แผนที่จุดอพยพ จุดจอดรถ เส้นทางเคลื่อนย้าย การจราจร และอีกหลายไอเดีย จะค่อย ๆ ศึกษาและเขียนเพิ่มเติมในภายหลัง

Upgrade bash for Bash Shellshock

โดย Little Bear on September,26 2014 10.28

มีข่าว แอดมินระวัง เริ่มพบการโจมตีช่องโหว่ Bash Shellshock แล้ว มาถึงแล้ว

วันนี้เริ่มมีแจ้งเตือน update มาแล้ว ก็เริ่มดำเนินการกันเลย

ก่อนอื่นลองทดสอบกันดูก่อนว่า bash เรามีช่องโหว่หรือไม่ด้วยคำสั่ง

env 'VAR=() { :;}; echo Bash is vulnerable!' 'FUNCTION()=() { :;}; echo Bash is vulnerable!' bash -c "echo Bash Test"

หากขึ้นข้อความว่า

Bash is vulnerable!
Bash Test

แสดงว่า bash เรามีช่องโหว่นะจ๊ะ

แต่หากขึ้นแค่

Bash Test

ก็แสดงว่าปลอดภัยแล้ว

ส่วนวิธีอัพเดทก็มีหลายวิธีแล้วแต่ค่ายของ Linux ลองตามไปดูต้นฉบับกันจะดีกว่า

Big Data :: เริ่มต้นกับ Big Data

โดย Little Bear on September,20 2014 10.31

คุณลักษณะที่สําคัญ 3 ประการของ Big Data คือ Volume, Variety และ Velocity

  • Volume: ปริมาณข้อมูล จะมีขนาดใหญ่ ตั้งแต่ระดับ Terabytes Petabytes ไปจนถึง Zettabytes
  • Variety: ชนิดของข้อมูลที่มีความหลากหลายไม่ว่าจะเป็น Structured, Semi-Structured หรือจะเป็น Unstructured Data โดยเฉพาะ Unstructured Data ซึ่งเป็นชนิดข้อมูลที่ถูกพูดถึงพร้อมกับ “Big Data”
  • Velocity: มีการให้ความสําคัญ ความน่าสนใจกับข้อมูลประเภท “Real-Time” อย่า งมากว่าจะนํามาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้อย่างไร แต่ก็ไม่ได้ละเลยข้อมูลประเภทอื่น

BEM เขียน CSS ให้อ่านง่าย

โดย Little Bear on September,10 2014 19.53

ปกติแล้วเราจะตั้งชื่อ class กันตามใจฉัน หากหน้าเว็บมี element สัก 10 ตัว ก็คงไม่เป็นไร แต่ในความเป็นจริงเรามี element นับเป็นร้อย ๆ ในที่สุด ชื่อ class เราก็มั่วไปหมด แล้วเวลากลับมาแก้ไขภายหลังก็เลยมั่วสุด ๆ

BEM คืออะไร ?

BEM หรือ “Block Element Modifier” คือวิธีการตั้งชื่อ class อย่างเป็นระบบ เพื่อที่จะทำให้เราสามารถไล่โค้ดได้ง่าย และลดความซ้ำซ้อนของโค้ด โดยการตั้งชื่อ c**lass ด้วยวิธี BEM นั้น จะดูจากหน้าที่ของ html element นั้นๆ ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 แบบ ด้วยกัน ดังนี้

  • Block กล่องอะไรก็ตามที่อยู่ได้โดยอิสระ (เช่น กล่อง search, กล่อง log in, เมนูหลัก เป็นต้น)

  • Element องค์ประกอบต่างๆ ของ Block (หาก Block เป็นคน Element ก็หมายถึงแขนขาของคนนั่นเอง)

  • Modifier ใส่ให้กับ Block หรือ Element ที่มีสไตล์เฉพาะตัว (Modifier ของ Block ก็เช่น คนที่เป็นผู้หญิง ส่วน Modifier ของ Element ก็เช่น แขนข้างซ้าย เป็นต้น)

วิธีการตั้งชื่อ class ก็ตามด้านล่าง คือ

/* สไตล์สำหรับ Block */
.block { }
<br />
/* สไตล์สำหรับ Element ต่างๆ ภายใน Block */
.block__element { }
<br />
/* สไตล์สำหรับ Block พิเศษ */
.block--modifier { }
<br />
/* สไตล์สำหรับ Element พิเศษ ภายใน Block */
.block__element--modifier { }
<br />
/* สไตล์สำหรับ Element ต่างๆ ภายใน Block พิเศษ */
.block--modifier__element { }

ส่วนรายละเอียดทั้งหมดลองตามไปอ่านกันได้ที่ www.siamhtml.com

481 items|« First « Prev 3 4 (5/97) 6 7 Next » Last »|